ที่ตั้งสำนักงาน : 198 หมู่ 1 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร 74120

โทร.0-3441-9568

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ห้องแสดงความคิดเห็น

สมาชิกสหกรณ์ท่านใดต้องการแสดงความคิดเห็น หรือสอบถามเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับสหกรณ์ สามารถแจ้งได้เลยนะคะ  ทางฝ่ายจัดการจะนำไปเสนอคณะกรรมการสหกรณ์ให้ค่ะ

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เกี่ยวกับสมาชิกสหกรณ์

ตามข้อบังคับหมวดที่ 5 เกี่ยวกับสมาชิก

ข้อ 30. สมาชิก สมาชิกสหกรณ์นี้ คือ

      (1) ผู้ที่มีชื่อและลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกของสหกรณ์ และได้ชำระค่าหุ้นตามจำนวนที่จะถือครบถ้วนแล้ว
      (2) ผู้ได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกตามข้อบังคับที่ได้ลงลายมือชื่อในทะเบียนสมาชิก และได้ชำระค่าหุ้นตามจำนวนที่จะถือครบถ้วนแล้ว

ข้อ 31. คุณสมบัติของสมาชิก สมาชิกต้องมีคุณสมบัติดังนี้

     (1) เป็นผู้เห็นชอบในวัตถุประสงค์ของสหกรณ์
     (2) เป็นบุคคลธรรมดาและบรรลุนิติภาวะ
     (3) เป็นพนักงานประจำ หรือพนักงานที่มีสัญญาจ้างเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี สังกัดโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์นี้
     (4) เป็นผู้มีความประพฤติและนิสัยดีงาม
     (5) มิได้เป็นสมาชิกในสหกรณ์ออมทรัพย์อื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน

ข้อ 32. การเข้าเป็นสมาชิก ผู้สมัครเป็นสมาชิกตามข้อบังคับ (รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์อื่น ซึ่งประสงค์จะขอเข้าเป็นสมาชิก ตามข้อ 36) ต้องยื่นใบสมัครถึงสหกรณ์ตามแบบที่กำหนดไว้ โดยต้องมีผู้บังคับบัญชาของผู้สมัครในตำแหน่งไม่ต่ำกว่า หนึ่งหมื่นบาท ก็ไม่ต้องมีผู้รับรอง 
     เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้สอบสวนพิจารณาเป็นที่พอใจว่าผู้สมัครเป็นสมาชิก มีคุณสมบัติถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในข้อ 31 ทั้งเห็นเป็นการสมควรรับเข้าเป็นสมาชิกได้ ก็ให้แจ้งผู้สมัครนั้นลงลายมือชื่อของตนในทะเบียนสมาชิกกับชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้า และชำระค่าหุ้นตามจำนวนที่จะถือให้ครบถ้วน แล้วเสนอเรื่องการรับสมาชิกเข้าใหม่ให้ที่ประชุมใหญ่คราวถัดไปทราบ
     ถ้าคณะกรรมการดำเนินการไม่ยอมรับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกด้วยเหตุใดๆ เมื่อผู้สมัครร้องขอ ก็ให้คณะกรรมการดำเนินการนำเรื่องเสนอที่ประชุมใหญ่เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด มติแห่งที่ประชุมใหญ่ให้รับเข้าเป็นสมาชิก ในกรณีดังว่านี้ ให้ถือเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิกหรือผู้แทนสมาชิกที่มาประชุม

ข้อ 33. ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ผู้เข้าเป็นสมาชิกจะต้องชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้าให้แก่สหกรณ์คนละห้าสิบบาท เว้นแต่ผู้เคยเป็นสมาชิกและลาออกไปแล้วกลับมาสมัครใหม่ไม่เกินหกเดือนต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้าคนละหนึ่งร้อยบาท ค่าธรรมเนียมแรกเข้านี้ให้ถือเป็นรายได้ของสหกรณ์ จะเรียกคืนไม่ได้

ข้อ 34. สิทธิหน้าที่ในฐานะสมาชิก ผู้เข้าเป็นสมาชิกต้องลงลายมือชื่อของตนในทะเบียนสมาชิกกับชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าหุ้นตามจำนวนที่จะถือครบถ้วน เมื่อได้ปฏิบัติดังนี้แล้วจึงจะถือว่าได้สิทธิในฐานะสมาชิก

สิทธิของสมาชิก มีดังนี้
     (1) เข้าร่วมประชุมใหญ่ เพื่อเสนอความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนน
     (2) เข้าชื่อเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ
     (3) เสนอหรือได้รับเลือกเป็นกรรมการดำเนินการสหกรณ์ หรือผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์
     (4) ได้รับบริการทางธุรกิจและทางวิชาการจากสหกรณ์
     (5) สิทธิอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์

หน้าที่ของสมาชิก มีดังนี้
 
    (1) ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ และคำสั่งของสหกรณ์ 
     (2) เข้าร่วมประชุมทุกครั้งที่สหกรณ์นัดหมาย
     (3) ส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์เป็นองค์การที่เข้มแข็ง
     (4) สอดส่องดูแลกิจการของสหกรณ์
     (5) ร่วมมือกับคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ พัฒนาสหกรณ์ให้เจริญรุ่งเรืองและมั่นคง

ข้อ 35. สมาชิกย้ายสังกัด สมาชิกที่ย้าย หรือโอนไปรับราชการในสังกัดอื่น และประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ สหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งตั้งขึ้นในสังกัดนั้น หากสหกรณ์นั้นมีข้อบังคับให้รับเข้าเป็นสมาชิกได้และคณะกรรมการดำเนินการได้มีมติให้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว ถ้าสมาชิกนั้นมีความประสงค์จะให้โอนเงินค่าหุ้น และเงินกู้ที่ตนมีอยู่ในสหกรณ์นี้ไปยังสหกรณ์ที่ตนได้ไปเข้าเป็นสมาชิกใหม่ สหกรณ์ก็จะจัดการโอนเงินค่าหุ้น เงินกู้ และเงินฝาก(ถ้ามี) ที่สมาชิกนั้นมีอยู่ต่อสหกรณ์ให้ตามวิธีการที่ได้กำหนดไว้ในระเบียบของสหกรณ์

ข้อ 36. การรับโอนสมาชิกสหกรณ์อื่น สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพยอื่นซึ่งเข้ามาทำงานประจำตามข้อ 31(3) หากประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็ให้ยื่นใบสมัครถึงสหกรณ์ เมื่อได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในข้อ 32 ครบถ้วนแล้ว ก็จะได้สิทธิในฐานะสมาชิกตามข้อ 34 ทั้งนี้ เมื่อสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่เดิมได้โอนเงินค่าหุ้นให้สหกรณ์นี้เสร็จสิ้นแล้ว การรับโอนเงินค่าหุ้นและการปฏิบัติเกี่ยวกับหนี้สินที่มีอยู่ในสหกรณ์เดิมนั้น ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบของสหกรณ์

ข้อ 37. การเปลี่ยนแปลงชื่อ สัญชาติ และที่อยู่ สมาชิกคนใดมีการเปลี่ยนแปลงชื่อ สัญชาติและที่อยู่ต้องแจ้งให้สหกรณ์ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

การตั้งผู้รับโอนประโยชน์ 

ข้อ 38. การตั้งผู้รับโอนประโยชน์ สมาชิกจะทำเป็นหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคน เพื่อให้เป็นผู้รับโอนประโยชน์ซึ่งตนมีอยู่ในสหกรณ์ในเมื่อตนตายนั้น มอบให้สหกรณ์ถือไว้ หนังสือตั้งผู้รับโอนประโยชน์ดังว่านี้ต้องทำตามลักษณะพินัยกรรม ถ้าสมาชิกประสงค์จะเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงการตั้งผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ทำไว้แล้ว ก็ต้องทำเป็นหนังสือตามลักษณะดังกล่าวในวรรคก่อนมอบให้สหกรณ์ถือไว้

     เมื่อสมาชิกตาย ให้สหกรณ์แจ้งให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามความในวรรคก่อนทราบ และสหกรณ์จะจ่ายเงินค่าหุ้น เงินรับฝาก เงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน และเงินผลประโยชน์หรือเงินอื่นใดบรรดาที่สมาชิกผู้ตายมีอยู่ในสหกรณ์ให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ตั้งไว้ หรือถ้ามิได้ตั้งไว้ ก็คืนให้แก่บุคคลที่ได้นำหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจคณะกรรมการดำเนินการว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ตามข้อกำหนดในข้อ 44 วรรคแรกและข้อ 45
     ให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามความในวรรคแรก ยื่นคำขอรับเงินผลประโยชน์ต่อสหกรณ์ภายในกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่สมาชิกตายหรือได้รับแจ้งจากสหกรณ์ โดยให้แนบสำเนามรณบัตรที่ทางราชการออกให้แสดงว่าสมาชิกนั้นๆ ได้ถึงแก่ความตายไปประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้พิจารณาและอนุมัติแล้ว สหกรณ์จะจ่ายเงินผลประโยชน์ดังกล่าวภายในสี่สิบห้าวัน ในกรณีผู้มีสิทธิรับเงินผลประโยชน์ไม่ยื่นคำขอรับเงินผลประโยชน์ หรือผู้ที่มีชื่อเป็นผู้รับโอนประโยชน์ที่สมาชิกได้จัดทำให้สหกรณ์ถือไว้ไม่มีตัวอยู่ก็ดี เมื่อพ้นกำหนดอายุความฟ้องคดีให้สหกรณ์โอนจำนวนเงินดังกล่าวไปสมทบเป็นทุนสำรองของสหกรณ์ทั้งสิ้น 

การขาดจากสมาชิกภาพ 

ข้อ 39. การขาดจากสมาชิกภาพ สมาชิกย่อมขาดจากสมาชิกภาพเพราะเหตุใดๆ ดังต่อไปนี้
     1. ตาย
     2. ลาออก
     3. เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
     4. ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย
     5. ถูกออกจากราชการ หรืองานประจำตามข้อ 31(3) โดยมีความผิด
     6. ถูกให้ออกจากสหกรร์

ข้อ 40. การลาออกจากสหกรณ์ สมาชิกผู้ไม่มีหนี้สินอยู่ต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกัน อาจลาออกจากสหกรณ์ได้ โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการดำเนินการ และเมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้สอบสวนพิจารณาเห็นว่าเป็นการชอบด้วยข้อบังคับและอนุญาตแล้ว จึงให้ถือว่าออกจากสหกรณ์ได้
     คณะกรรมการดำเนินการอาจมอบหมายให้ประธานกรรมการ หรือรองประธานกรรมการ หรือกรรมการดำเนินการสอบสวนพิจารณา หากเห็นว่าเป็นการชอบด้วยข้อบังคับ ก็ให้ถือว่าออกจากสหกรณ์ตามความในวรรคก่อนได้ แล้วให้เสนอคณะกรรมการดำเนินการในการประชุมคราวถัดไปทราบด้วย

ข้อ 41. การให้ออกจากสหกรณ์ สมาชิกอาจถูกให้ออกจากสหกรณ์ เพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
     (1) ไม่ชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้า
     (2) ขาดชำระค่าหุ้นรายเดือนถึงสามงวดติดต่อกันหรือขาดชำระรวมถึงหกงวด ทั้งนี้ โดยมิได้รับอนุญาตจาก คณะกรรมการดำเนินการ
     (3) นำเงินกู้ไปใช้ผิดความมุ่งหมายที่ให้เงินกู้นั้น
     (4) ไม่จัดการแก้ไขหลักประกันสำหรับเงินกู้ที่เกิดบกพร่องให้คืนดีภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการดำเนินการ กำหนด
     (5) ค้างส่งเงินงวดชำระหนี้ ไม่ว่าต้นเงินหรือดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเวลาถึงสองเดือน หรือผิดนัด การส่งเงิน งวดชำระหนี้ดังว่านั้นถึงสามคราวสำหรับเงินกู้รายหนึ่งๆ
     (6) ไม่ให้ข้อความจริงเกี่ยวกับหนี้สินของตนแก่สหกรณ์เมื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือเมื่อจะก่อความผูกพัน ในหนี้สินต่อสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกัน หรือเมื่อมีความผูกพันในหนี้สินต่อสหกรณ์อยู่แล้ว
     (7) จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มติ และคำสั่งของสหกรณ์หรือของที่ประชุมกลุ่มที่ ตนสังกัด หรือประพฤติการใดๆ อันเป็นเหตุให้เห็นว่าไม่ซื่อสัตย์สุจริต แสดงตนเป็นปฏิปักษ์หรือทำให้เสื่อมเสียต่อสหกรณ์ ไม่ว่าโดยประการใดๆ
     เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้สอบสวนพิจารณาปรากฏว่า สมาชิกมีเหตุใดๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้ และได้ลงมติให้สมาชิกออกโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามแห่งจำนวนกรรมการดำเนินการที่มีอยู่ทั้งหมดในขณะนั้นแล้ว ก็เป็นอันถือว่าสมาชิกนั้นถูกให้ออกจากสหกรณ์
     สมาชิกที่ถูกให้ออกจากสหกรณ์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ โดยให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการดำเนินการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบมติการให้ออก คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ให้เป็นที่สุด

ข้อ 42. การถอนชื่อสมาชิกออกจากทะเบียนสมาชิก ในกรณีที่สมาชิกออกจากสหกรณ์ไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ ให้คณะกรรมการดำเนินการถอนชื่อสมาชิกออกจากทะเบียนสมาชิก

     อนึ่ง ให้สหกรณ์แจ้งเรื่องสมาชิกออกให้ประธานกลุ่ม(ถ้ามี) ซึ่งเกี่ยวข้อเสนอที่ประชุมกลุ่มทราบโดยเร็ว

ข้อ 43. สมาชิกที่โอน หรือย้าย หรือออกจากราชการ หรืองานประจำโดยไม่มีความผิด สมาชิกที่โอนหรือย้าย หรือออกจากรายชการ หรืองานประจำตามข้อ 31(3) โดยไม่มีความผิด เว้นแต่ออกเพราะตาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องคำพิพากษาให้ล้มละลาย ถ้ามิได้ลาออกจากสหกรณ์ด้วย ก็ให้ถือว่าคงเป็นสมาชิกอยู่ และจะงดชำระค่าหุ้นได้ก็ต่อเมื่อมีหนี้สินไม่เกินค่าหุ้น สมาชิกเช่นว่านั้นอาจได้รับเงินกู้จากสหกรณ์ได้ตามระเบียบของสหกรณ์

ข้อ 44. การจ่ายคืนจำนวนเงินของสมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพ ในกรณีที่สมาชิกขาดจากสมาชิกภาพเพราะเหตุตามข้อ 39 (1), (2), (3) นั้น สหกรณ์จะจ่ายคืนค่าหุ้นเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่าย บรรดาที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์ให้ก่อนค่าหุ้นของสมาชิกซึ่งออกเพราะเหตุอื่น พร้อมด้วยเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนค้างจ่ายบรรดาที่สมาชิกนั้นมีอยู่ในสหกรณ์คืนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับ โดยเฉพาะค่าหุ้นนั้นผู้มีสิทธิได้รับจะเรียกให้สหกรณ์จ่ายคืนทันทีโดยไม่มีเงินปันผลหรือเงินเฉลี่ยคืนสำหรับปีที่ออกนั้น หรือจะเรียกให้จ่ายคืนหลังจากวันสิ้นปีทางบัญชีที่ออก โดยได้รับเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนสำหรับปีที่ออกนั้นด้วจย ในเมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติให้จัดสรรกำไรสุทธิประจำปีนั้นแล้วก็ได้สุดแต่จะเลือก ส่วนเงินรับฝากและดอกเบี้ยนั้น สหกรณ์จะจ่ายคืนให้ตามระเบียบของสหกรณ์
     ถ้าในปีใด จำนวนค่าหุ้นที่ถอนคืนเนื่องจากสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพจะเกิดร้อยละสิบแห่งทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ตามที่มีอยู่ในวันต้นปีนั้น คณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจให้รอการจ่ายคืนค่าหุ้นของสมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพรายต่อไปในปีนั้นไว้จนถึงปีทางบัญชีใหม่ แต่เฉพาะสมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพเนื่องจากตนได้โอนหรือย้าย หรือออกจากราชการ หรืองานประจำตามข้อ 31(3) โดยไม่มีความผิดนั้น คณะกรรมการอาจผ่อนผันเป็นพิเศษ
     ในกรณีที่สมาชิกขาดจากสมาชิกภาพเพราะเหตุตามข้อ 39(4) สหกรณ์จะจ่ายค่าหุ้น เงินรับฝาก เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนกับดอกเบี้ยค้างจ่าย บรรดาที่สมาชิกนั้นมีอยู่ในสหกรณ์คืนให้ตามกฎหมายล้มละลาย
     ในกรณีที่สมาชิกขาดจากสมาชิกภาพเพราะเหตุตามข้อ 39(5), (6) นั้น สหกรณ์จะจ่ายค่าหุ้น เงินปันผล และเงินเฉลี่ยคืนกับดอกเบี้ยค้างจ่าย บรรดาที่สมาชิกนั้นมีอยู่ในสหกรณ์คืนให้ภายในเวลาอันสมควร โดยไม่มีเงินปันผลหรือเงินเฉลี่ยคืนตั้งแต่ประจำปีที่ออกจากสหกรณ์ หรือหากสมาชิกขอให้จ่ายค่าหุ้นภายหลังวันสิ้นปี โดยขอรับเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนในปีนั้น ภายหลังที่ที่ประชุมใหญ่ได้พิจารณาจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีก็ได้ ส่วนเงินรับฝากและดอกเบี้ยนั้น สหกรณ์จะจ่ายให้ตามระเบียบของสหกรณ์

ข้อ 45. การหักจำนวนเงินซึ่งสมาชิกต้องรับผิดต่อสหกรณ์ ในการจ่ายคืนจำนวนเงินของสมาชิกตามข้อ 44 นั้น สหกรณ์มีอำนาจหักจำนวนเงินซึ่งสมาชิกต้องรับผิดต่อสหกรณ์ออกก่อน

กลุ่มสมาชิก 

ข้อ 46. กลุ่มสมาชิก สหกรณ์อาจจัดตั้งกลุ่มสมาชิกขึ้น การจัดกลุ่ม การประชุมกลุ่ม กิจกรรมของที่ประชุมกลุ่ม การเลือกตั้งจำนวนกรรมการบริหารกลุ่ม การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และการประชุมของคณะกรรมการบริหารกลุ่มให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบของสหกรณ์
     ความรับผิดเพื่อหนี้สินของสหกรณ์ ข้อ 47. ความรับผิดของสมาชิก สมาชิกมีความรับผิดเพื่อหนี้สินของสหกรณ์จำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ


เกี่ยวกับหุ้นสะสม

ตามข้อบังคับหมวดที่ 3 เรื่องหุ้น
            ข้อ 4.  การออกหุ้น  สหกรณ์ออกหุ้นได้โดยไม่จำกัดจำนวน  มีมุลค่าหุ้นละสิบบาท
            ข้อ 5.  การถือหุ้น  สมาชิกทุกคนต้องชำระค่าหุ้นเป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนแรกที่เข้าเป็นสมาชิกตามอัตราส่วนของจำนวนเงินได้รายเดือนของตน ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบของสหกรณ์
เงินได้รายเดือนตามความในวรรคแรก  หมายถึง เงินเดือนหรือค่าจ้างประจำ และเงินที่จ่ายควบกับเงินเดือน หรือค่าจ้างประจำ ซึ่งสมาชิกได้รับจากหน่วยงานเจ้าสังกัด และหมายถึงบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ ซึ่งสมาชิกได้รับจากทางราชการด้วย
ถ้าสมาชิกประสงค์จะถือหุ้นรายเดือนในอัตราที่สูงกว่อัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบของสหกรณ์  หรือจะขอซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอีกเมื่อใด  ก็ย่อมทำได้  โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการดำเนินการ  แต่จำนวนหุ้นทั้งหมดต้องไม่เกินหนึ่งในห้าของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด
สมาชิกจะโอนหรือถอนหุ้นในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้
ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุด  สหกรณ์ไม่ต้องส่งเงินค่าหุ้นของสมาชิกเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของสมาชิกนั้น
ข้อ 6.  การชำระค่าหุ้นรายเดือน  การชำระค่าหุ้นรายเดือนนั้น ให้ชำระโดยวิธีหักจากเงินได้รายเดือนของสมาชิกในวันจ่ายเงินได้รายเดือนประจำเดือนนั้นๆ ทุกเดือน
เมื่อสมาชิกมีคำขอเป็นหนังสือและคณะกรรมการดำเนินการได้สอบสวนพิจารณาเห็นว่า สมาชิกนั้นตกอยู่ในพฤติการณ์อันทำให้ไม่สามารถชำระค่าหุ้นรายเดือนได้  โดยมิใช่เกิดขึ้นด้วยเจตนาอันไม่สุจริตของตน  คณะกรรมการดำเนินการจะอนุญาตให้สมาชิกนั้นมิต้องชำระค่าหุ้นรายเดือนชั่วระยะเวลาตามที่คณะกรรมการดำเนินการเห็นสมควรก็ได้
ข้อ 7.  การงดชำระเงินค่าหุ้นรายเดือน  สมาชิกที่ได้ชำระเงินค่าหุ้นไม่น้อยกว่า หนึ่งร้อยสี่สิบสี่เดือนหรือเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า สองแสนบาท  และไม่มีหนี้สินกับสหกรณ์ จะงดชำระเงินค่าหุ้นรายเดือน หรือ ลดจำนวนการถือหุ้นรายเดือนลงก็ได้  โดยแจ้งความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการดำเนินการ
ข้อ 8.  การแจ้งยอดจำนวนหุ้น  สหกรณ์จะแจ้งยอดจำนวนหุ้นที่สมาชิกชำระเต็มมูลค่าแล้วให้สมาชิกแต่ละคนทราบทุกสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์

สาระสำคัญบางประการเกี่ยวกับการกู้เงิน

เอกสารอ้างอิง . เลขข้อ หมายถึงข้อ ในระเบียบสหกรณ์ว่าด้วยการให้เงินกู้แก่สมาชิก 2543

วงเงินให้กู้  คิดตามอายุสมาชิกภาพและเงินได้รายเดือน กำหนดตามประกาศของสหกรณ์เป็นคราว ๆ ไป
ข้อ 3  เงินได้รายเดือน  หมายความว่า เงินได้รายเดือนตามข้อบังคับสหกรณ์ ที่สมาชิกได้แจ้งเป็นหนังสือให้สหกรณ์ และได้จ่ายเงินค่าหุ้นตามเกณฑ์คำนวณจากเงินได้รายเดือนนั้นแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน
ข้อ 5  ให้สมาชิกกู้เงินได้เฉพาะกรณีเพื่อการอันจำเป็นหรือมีประโยชน์ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
ข้อ 6  ผู้กู้ต้องยื่นคำขอกู้ตามแบบที่กำหนดและทำหนังสือกู้ตามแบบที่สหกรณ์กำหนด(ควรทำพร้อมกัน)
ข้อ 8  เมื่ออนุมัติเงินให้กู้แล้ว สหกรณ์จะโอนเงินกู้เข้าบัญชีฝากเงินกู้ของสมาชิกทันทีในวันที่กำหนดให้สมาชิกไปรับเงินกู้ และเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันเดียวกัน
ข้อ 9  ผู้กู้ขอรับเงินกู้โดยการถอนเงินกู้ออกจากบัญชีฝากเงินกู้(ถอนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้) และต้องลงชื่อรับรองยอดคงเหลือทุกครั้ง
ข้อ 10 เงินกู้ที่ค้างอยู่ในบัญชีสหกรณ์คิดดอกเบี้ยให้ร้อยละห้าต่อปี (มากกว่าเงินรับฝากสองเปอร์เซ็นต์)
ข้อ 12 ผู้กู้ต้องชำระต้นเงินกู้ในเดือนถัดจากที่ได้รับอนุมัติเงินกู้ และดอกเบี้ย(ร้อยละ11 ต่อปี)ในเดือนที่โอนเงินกู้เข้าบัญชี
                ถ้ามีเหตุจำเป็นผู้กู้จะขอชำระหรือค้างส่งเงินต้นก็ได้ แต่ดอกเบี้ยต้องชำระทุกเดือน โดยขอเป็นหนังสือ
ข้อ 15 ผู้กู้ต้องมีหลักประกัน ซึ่งปัจจุบันนี้สหกรณ์ยอมรับหลักประกันอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
ต่อไปนี้
เงินค่าหุ้น หรือเงินฝากในสหกรณ์  หรือสมาชิกเป็นผู้ค้ำประกันชนิดไม่จำกัดความรับผิด
เฉพาะเงินกู้ฉุกเฉิน ไม่ต้องมีหลักประกันใด นอกจากค่าหุ้นและเงินฝากของตน
ข้อ 19 เงินกู้สามัญ คณะกรรมการจะกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันหลายคนก็ได้  แต่ต้องมีผู้ค้ำประกันชนิดไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อยหนึ่งคน ปัจจุบันคิดตามวงเงินกู้ (ไม่เกิน คนละ 30,000 บาทต่อคน) แต่อย่างน้อยต้องมี 3 คน
ข้อ 20 สมาชิกคนหนึ่งๆ จะเป็นผู้ค้ำประกันสัญญาเงินกู้สามัญกี่รายก็ได้ เท่าที่ตนยังมีวงเงินค้ำประกันเหลืออยู่
ข้อ 21 ให้คณะกรรมการ(เงินกู้) ตรวจตราควบคุมให้เงินกู้ทุกรายมีหลักประกันตามที่ระเบียบกำหนด
ไว้ในระเบียบนี้
ข้อ 26 ดอกเบี้ยเงินกู้คิดเป็นรายวันตามต้นเงินคงเหลือ(ปัจจุบันร้อยละสิบต่อปี)
ข้อ 27 ดอกเบี้ยเงินกู้นั้นให้คิดเดือนละหนึ่งครั้งเป็นจำนวนเต็มบาท โดยปัดเศษขึ้น เว้นแต่มีเศษน้อยกว่าห้าสิบสตางค์ให้ปัดเศษลง
ข้อ 28   เงินต้นที่ผิดนัดไม่ชำระงวดประจำเดือนผู้กู้ต้องเสียค่าปรับอีกอัตราร้อยละ 2 ของเงินต้นที่ผิดนัดนั้น  เฉพาะเดือนที่ผิดนัด
ข้อ 31   ผู้ขอกู้เงินสามัญ ต้องมีสมาชิกซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา ระดับผู้จัดการหรือหัวหน้างานของตนเป็นผู้
รับรอง   เว้นแต่ผู้ขอกู้มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้างานขึ้นไป หรือมีเงินได้รายเดือนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันบาท หรือไม่มีผู้บังคับบัญชาในส่วนงานที่ตนสังกัดเป็นสมาชิกเลย
ข้อ 32   คณะกรรมการเงินกู้เป็นผู้พิจารณาและอนุมัติคำขอกู้เงินสามัญ ตามหลักเกณฑ์ในระเบียบนี้และที่คณะกรรมการกำหนด  และมีอำนาจดำเนินการตามระเบียบนี้แทนคณะกรรมการ
ให้คณะกรรมการเงินกู้ พิจารณาคำขอกู้เงินสามัญเป็นประจำทุกเดือนอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง  โดยจัดลำดับผู้ได้รับอนุมัติให้กู้แล้วประกาศผลพร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาวันจ่ายเงินกู้ไม่น้อยกว่าสามวัน ทั้งนี้ คำขอกู้ที่
สหกรณ์ได้รับในเดือนใดให้พิจารณาภายใน 5 วันทำงานแรกของเดือนถัดไป เว้นแต่สหกรณ์จะมีทุนหมุนเวียนเหลือ จะให้มีการพิจารณาคำขอกู้เงินสามัญในระหว่างเดือนอีกก็ได้
ข้อ 33  กรณีที่สหกรณ์มีเงินไม่พอที่จะให้กู้ได้ตามคำขอกู้ทุกราย ให้คณะกรรมการเงินกู้ จัดลำดับคำขอกู้ที่รับอนุมัติตามหลักเกณฑ์  ดังต่อไปนี้
(1)  เงินกู้ซึ่งผู้กู้มีความจำเป็นเดือดร้อนยิ่งอันพิสูจน์ได้ว่า ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจะเป็นอันตรายหรือก่อให้เกิดผลเสียอย่างมาก ต่อการดำรงชีพ หรือการประกอบอาชีพของตนเองและครอบครัว
(2)  เงินกู้ซึ่งใช้หุ้น เงินฝากในสหกรณ์ จำนำเป็นหลักประกัน
(3)  เงินกู้ซึ่งใช้สมาชิกเป็นผู้ค้ำประกัน
ในระหว่างเงินกู้ซึ่งอยู่ในลำดับเดียวกันจัดลำดับดังต่อไปนี้
() เงินกู้ซึ่งมีจำนวนน้อยพึงให้ก่อนเงินกู้ซึ่งมีจำนวนมาก   ถ้าจำนวนเงินกู้เท่ากันให้เงินกู้ที่มีจำนวนงวดชำระน้อยพึงให้ก่อนเงินกู้ที่มีจำนวนงวดชำระมาก
(ผู้กู้ที่ไม่เคยขอกู้พึงให้เงินกู้ก่อนผู้กู้เคยกู้แล้ว  ผู้กู้ที่ไม่มีหนี้เงินกู้สามัญเหลืออยู่ก่อนยื่นคำขอกู้พึงให้เงินกู้ก่อนผู้กู้ที่ยังมีหนี้เงินกู้สามัญเหลืออยู่ ผู้กู้ที่มีหนี้เงินกู้สามัญเหลือจำนวนงวดชำระเหลือน้อยพึงให้ก่อนผู้กู้ที่มีจำนวนงวดชำระเหลือมาก  ผู้กู้ที่มีจำนวนงวดชำระเหลือเท่ากัน ให้ผู้กู้ที่มีหนี้ต้นเงินกู้เหลือน้อยกว่าพึงให้ได้รับเงินกู้ก่อนผู้กู้ที่มีหนี้ต้นเงินกู้เหลือมาก
ข้อ 34   กรณีมีเหตุผลพิเศษอันสมควร  คณะกรรมการอาจกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาเงินกู้ต่างไปจากที่กำหนดในข้อ 33   โดยประกาศให้ใช้บังคับได้เฉพาะในสมัยของคณะกรรมการนั้นก็ได้ หรือจะพิจารณาเป็นอย่างอื่นเฉพาะรายก็ได้
ข้อ 35   กรณีสมาชิกที่ยังมีหนี้เงินกู้สามัญเหลืออยู่ จะขอกู้เงินสามัญอีกได้เมื่อพ้นเวลาไปครึ่งหนึ่งของที่กำหนดไว้ในสัญญาเงินกู้สามัญปัจจุบัน และต้องมีเงื่อนไขให้นำเงินกู้รายใหม่ไปชำระหนี้เงินกู้สามัญพร้อมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ให้หมดไปด้วย  แต่ถ้าผู้กู้ร้องขอและคณะกรรมการเห็นว่ามีเหตุผลจำเป็นยิ่ง จะยกเว้นเงื่อนเวลาดังกล่าวก็ได้

แนวทางในการปฏิบัติของผู้ค้ำประกันเงินกู้สามัญ

ตามสัญญาค้ำประกัน  -   ผู้ค้ำประกันยินยอมสละสิทธิตาม มาตรา 688, 689 และ 690 แล้ว

ผู้ค้ำประกัน  มีสิทธิขอชำระหนี้เป็นงวด และกำหนดเวลาตามที่ผู้กู้ทำไว้เดิม แต่เจ้าหนี้(สหกรณ์) จะผ่อนผัน(ลดค่างวดหรือยืดเวลาชำระหนี้) ให้ก็ได้

หลังจากรับสภาพหนี้แล้ว

                ผู้ค้ำประกันมีสิทธิตาม มาตรา 693 คือ รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีเหนือลูกหนี้ทุกประการ  มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้น
                แต่ ผู้ค้ำประกันต้องบอกกล่าวแก่ลูกหนี้ก่อน ถ้าไม่ได้บอกหรือลูกหนี้ยังไม่รู้ความและได้ชำระหนี้ซ้ำ  จะเรียกเอาจากลูกหนี้ไม่ได้  แต่จะเรียกคืนจากเจ้าหนี้ได้
                ทางปฏิบัติ  ถ้าลูกหนี้ได้มาชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ภายหลังที่ผู้ค้ำประกันรับสภาพหนี้แล้ว  สหกรณ์จะรับไว้ก่อน แล้วแจ้งให้ผู้รับสภาพหนี้ทราบ(เพื่อลดยอดหนี้ลงกรณีที่ยังชำระหนี้ไม่หมด)  หรือแจ้งให้มารับคืน(กรณีที่ชำระหนี้หมดแล้ว)
                หมายเหตุ  ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการช่วยผู้ค้ำประกันเฉพาะในกรณีที่ผู้กู้ถูกหน่วยงานต้นสังกัด มีคำสั่งเป็นหนังสือไล่ออกหรือให้ออกโดยมีความผิด  ซึ่งมีสวัสดิการดังนี้
    (1)  ร้อยละ 10 ของจำนวนเงินชำระหนี้ครั้งเดียวหมด ภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่สหกรณ์แจ้งหนี้
                (2)  ร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ชำระหนี้งวดแรก ภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่สหกรณ์แจ้งหนี้ และผู้ค้ำประกันได้ทำสัญญารับชำระหนี้แทนผู้กู้ และอีกร้อยละ 10 ของยอดเงินต้นที่ชำระหนี้งวดสุดท้าย ให้เสร็จสิ้นไปภายใน 12 เดือน นับแต่วันทำสัญญารับชำระหนี้แทน
                ซึ่งการจ่ายเงินตาม (1) หรือ (2) จะต้องให้สหกรณ์หักใช้หนี้ที่ยังค้างอยู่ไว้ก่อน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับการค้ำประกัน


ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ 3 เอกเทศสัญญา
ลักษณะ 11

ค้ำประกัน

หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
........................................................................

                มาตรา 680  อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน  ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
                อนึ่งสัญญาค้ำประกันนั้น  ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
                มาตรา 681  อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์
                หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไข  จะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้
                หนี้อันเกิดแต่สัญญาซึ่งไม่ผูกพันลูกหนี้เพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเพราะเป็นผู้ไร้ความสามารถนั้น ก็อาจจะมีประกันอย่างสมบูรณ์ได้  ถ้าหากว่าผู้ค้ำประกันรู้เหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้นในขณะที่เข้าทำสัญญาผูกพันตน
                มาตรา 682  ท่านว่าบุคคลจะยอมเข้าเป็นผู้รับเรือน คือ เป็นประกันของผู้ค้ำประกันอีกชั้นหนึ่ง ก็เป็นได้
                ถ้าบุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันไซร้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันเหล่านั้นมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน  แม้ถึงว่าจะมิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกัน
                มาตรา 683  อันค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัดนั้นย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ  ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นด้วย
                มาตรา 684  ผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเพื่อค่าฤชาธรรมเนียมความซึ่งลูกหนี้ต้องใช้ให้แก่เจ้าหนี้  แต่ถ้าโจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้เรียกผู้ค้ำประกันชำระหนี้นั้นก่อนไซร้  ท่านว่าผู้ค้ำประกันหาต้องรับผิดเพื่อใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเช่นนั้นไม่
                มาตรา 685  ถ้าเมื่อบังคับตามสัญญาค้ำประกันนั้น ผู้ค้ำประกันไม่ชำระหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และอุปกรณ์ด้วยไซร้  หนี้ยังเหลืออยู่เท่าใด ท่านว่าลูกหนี้ยังคงรับผิดต่อเจ้าหนี้ในส่วนที่เหลือนั้น


หมวด 2
ผลก่อนชำระหนี้
....................................................

                มาตรา 686  ลูกหนี้ผิดนัดลงเมื่อใด ท่านว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้แต่นั้น
                มาตรา 687  ผู้ค้ำประกันไม่จำต้องชำระหนี้ก่อนถึงเวลากำหนดที่จะชำระ  แม้ถึงว่าลูกหนี้จะไม่อาจถือเอาซึ่งประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเวลาสุดสิ้นได้ต่อไปแล้ว
                มาตรา 688  เมื่อเจ้าหนี้ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจะขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อนก็ได้  เว้นแต่ลูกหนี้จะถูกศาลพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายเสียแล้ว  หรือไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ไปอยู่แห่งใดในพระราชอาณาเขต
                มาตรา 689  ถึงแม้จะได้เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดังกล่าวมาในมาตราก่อนนั้นแล้วก็ตาม  ถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชำระหนี้ได้  และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นจะไม่เป็นการยากไซร้  ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องบังคับการชำระหนี้รายนั้นเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน
                มาตรา 690  ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันไซร้  เมื่อผู้ค้ำประกันร้องขอ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องให้ชำระหนี้เอาจากทรัพย์ซึ่งเป็นประกันนั้นก่อน
                มาตรา 691  ถ้าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกันกับลูกหนี้ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมไม่มีสิทธิดังกล่าวไว้ในมาตรา 688, 689 และ 690
                มาตรา 682  อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย


หมายเหตุ      ตามหนังสือค้ำประกันที่สมาชิกผู้ค้ำประกันให้ไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลบ้านแพ้ว  จำกัด
เพื่อค้ำประกันเงินกู้ของสมาชิกผู้กู้  นั้น ระบุว่า  ผู้ค้ำประกันได้ยินยอมงดใช้สิทธิตามมาตรา  688 ,689 และ 690  แล้ว
  

หมวด 3
ผลภายหลังชำระหนี้
....................................................
                มาตรา 693  ผู้ค้ำประกันซึ่งได้ชำระหนี้แล้ว  ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ เพื่อต้นเงินกับดอกเบี้ยและเพื่อการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันนั้น

                อนึ่งผู้ค้ำประกันย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือลูกหนี้ด้วย

                มาตรา 694  นอกจากข้อต่อสู้ซึ่งผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้นั้น  ท่านว่าผู้ค้ำประกันยังอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย
                มาตรา 695  ผู้ค้ำประกันซึ่งละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้นั้น  ท่านว่าย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้เพียงเท่าที่ไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้  เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้ว่ามีข้อต่อสู้เช่นนั้น  และที่ไม่รู้นั้นมิได้เป็นเพราะความผิดของตนด้วย
                มาตรา 696  ผู้ค้ำประกันไม่มีสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ได้ ถ้าว่าตนได้ชำระหนี้แทนไปโดยมิได้บอกลูกหนี้ และลูกหนี้ยังมิรู้ความมาชำระหนี้ซ้ำอีก
                ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้ค้ำประกันก็ได้แต่เพียงจะฟ้องเจ้าหนี้เพื่อคืนลาภมิควรได้เท่านั้น
                มาตรา 697  ถ้าเพราะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้เอง เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงได้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในสิทธิก็ดี  จำนองก็ดี จำนำก็ดี  และบุริมสิทธิอันได้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้แต่ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันเพื่อชำระหนี้นั้น  ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่คนต้องเสียหายเพราะการนั้น

หมวด 4
ความระงับสิ้นไปแห่งการค้ำประกัน
............................................................................

                มาตรา 698  อันผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ
                มาตรา 699  การค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาเป็นคุณแก่เจ้าหนี้นั้น  ท่านว่าผู้ค้ำประกันอาจเลิกเสียเพื่อคราวอันเป็นอนาคตได้  โดยบอกกล่าวความประสงค์นั้นแก่เจ้าหนี้
                ในกรณีเช่นนี้  ท่านว่าผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดในกิจการที่ลูกหนี้กระทำลงภายหลังคำบอกกล่าวนั้นได้ไปถึงเจ้าหนี้
                มาตรา 700  ถ้าค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลามีกำหนดแน่นอน และเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ไซร้ ท่านว่าผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด
                แต่ถ้าผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลา  ท่านว่าผู้ค้ำประกันหาหลุดพ้นจากความรับผิดไม่
                มาตรา 701  ผู้ค้ำประกันจะขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อถึงกำหนดชำระก็ได้
                ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้  ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด